TUTORIAL


  • การปลูกพืชแบบ Living Soil หรืออินทรีย์ครบวงจรคืออะไร
  • และเพราะเหตุใดจึงมีความสำคัญ
  • การปลูกพืชแบบ living soil เป็นการปลูกพืชโดยใช้หลักการจำลองระบบนิเวศน์ให้มีความใกล้เคียงธรรมชาติของป่าให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด โดยใช้การเกื้อกูลระหว่างธรรมชาติอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีทั้งในด้านการบำรุงต้นและป้องกันศัตรูพืช และยังสามารถทำได้ในปริมาณมากอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนที่แท้จริง โดยอาศัยองค์ประกอบหลักดังนี้
    • การปลูกพืชคลุมดิน (cover cropping) โดยใช้พืชตระกูลถั่วที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและบำรุงไนโตรเจนคืนสู่ดิน ทั้งยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นและเพิ่มความร่วนซุยให้กับหน้าดิน นอกจากนี้เมื่อพืชคุลมดินโตมากเกินไป ยังสามารถตัดทิ้งและไว้หน้าดินเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดชั้นดีได้อีกด้วย
    • การเลี้ยงไส้เดือน (earthworms) ร่วมไปกับพืชเพื่อช่วยในการย่อยสลายอินทรียวัตถุต่าง ๆ ทั้งจากปุ๋ยหมักและเศษซากของพืชคุลมดินรวมอินทรีย์วัตถุอื่น ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างฮิวมัสอย่างเป็นธรรมชาติที่ได้รับประโยชน์จากจุลินทรีย์ในลำไส้ของไส้เดือนที่ถือว่าเป็นจุลินทรีย์ชั้นยอดไปแบบเต็มๆ  และการชอนไชของไส้เดือนยังเป็นการช่วยแพร่กระจายจุลินทรีย์และเชื้อราดีได้อย่างดีเยี่ยม

    • การใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ (compost) ผลผลิตจากการย่อยสลายทางชีวภาพที่อุดมไปด้วย อินทรีย์วัตถุ ธาตุอาหารหลัก-รอง จุลธาตุ และจุลินทรีย์ที่สำคัญต่อชีวิตในดินอย่างครบถ้วน เพื่อเป็นการบำรุงทั้งด้านจุลินทรีย์และอินทรีย์วัตถุ หรือเรียกได้ว่าคืนชีวิตและปรับสมดุลให้กับดินอย่างเป็นธรรมชาติ
  • การใช้เชื้อราและจุลินทรีย์มีประโยชน์สำคัญต่อพืช (beneficial bacteria and fungi) ทั้งในด้านการป้องกันโรค ป้องกันแมลง รวมถึงช่วยในด้านการเจริญเติบโตของพืช เช่น การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม(Trichoderma) เพื่อการแก้ไขและรักษาโรคพืช การใช้เชื้อราไมคอไรซา(Mycorrhiza) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวและอัตราในการดูดซึมอาหารของรากพืช และการใช้เชื้อราเมธาไรเซียม(Metarhizium) หรือแบคทีเรียบาซิลัส ซับทิลิส(Bacillus Subtilis) ที่ช่วยควบคุมแมลงและศัตรูพืชอย่างมีประสิทธภาพ
จากบทบาทของแต่ละองค์ประกอบ จะทำให้เห็นว่าการปลูกพืชแบบ living soil ไม่ได้มุ้งเน้นไปที่การบำรุงต้นอย่างหนักหน่วง แต่เป็นเลี้ยงดินให้มีชีวิต เป็นการปลูกพืชเพื่อให้มีความเป็นไปทางวงจรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ครบถ้วนไปด้วยกิจกรรมของชีวิตและจุลินทรีย์ดินเพื่อผลผลิตคุณภาพสูงสุดอย่างยั่งยืน
----------
ความสำคัญของพืชคลุมดิน

การปลูกพืชคุลมดิน หรือ Cover Cropping ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการปลูกพืชอินทรีย์อย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถทำได้เลยในขั้นตอนเตรียมดินในกระถางจริง ระหว่างเพาะหรือเลี้ยงต้นกล้า นอกจากประโยชน์มากมายแล้วทั้งยังเป็นการช่วยให้เราได้เห็นถึงความสำคัญและความเป็นไปของระบบนิเวศที่ดีด้วยวิธีง่ายๆ โดยพืชที่นิยมนำมาปลูกเป็นพืชคลุมดินนั้นควรเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น ปอ หรือ โคลเวอร์ เนื่องจากหาง่าย ปลูกง่าย ทั้งยังมีราคาไม่แพง 

และด้วยความสามารถของแบคทีเรีย ไรโซเบียม ที่อาศัยอยู่บริเวณปมรากของพืชตระกูลถั่วทุกชนิดนั้นมีคุณสมบัติในการจับตรึงไนโตรเจนในอากาศมาแปลงเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่พืชดูดซึมได้ การปลูกพืชคลุมดินลักษณะนี้สามารถทำได้ทั้งปลูกร่วมไปกับพืชหรือปลูกและไถกลบหลังการเก็บเกี่ยว

นอกจากประโยชน์ด้านไนโตรเจนแล้ว รากของพืชคลุมดินยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้หน้าดิน ช่วยให้ดินมีความโปร่ง มีอากาศมากขึ้น และยังเป็นที่อยู่ของเชื้อราดีอื่นๆ เช่น ไมโคไรซ่า เมื่อบวกกับการชอนไชและการย่อยสลายเศษซากพืชคลุมดินของไส้เดือน นอกจากจะเป็นการสร้างฮิวมัสอย่างดีแล้ว ยังทำให้บริเวณรากที่มีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ และมีการพึ่งพากันระหว่างพืชกับจุลินทรีย์ หรือ rhizosphere เกิดวงจรการแลกเปลี่ยนทางชีวภาพระหว่างพืชกับจุลินทรีย์อย่างมากมายและสมบูรณ์อีกด้วย

----------

ไส้เดือนช่วยอะไรบ้าง?

ไส้เดือน หรือ Earthworms นับเป็นกองกำลังสำคัญที่จะช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน รวมถึงซากของพืชคุลมดิน โดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้และน้ำย่อยของไส้เดือนดินจะช่วยเปลี่ยนธาตุอาหารหลายชนิดให้พืชสามารถนำไปใช้ได้ การชอนไชของไส้เดือนจะทำให้ดินโปร่งร่วนซุยยิ่งขึ้น ช่วยให้เกิดช่องว่างให้ในดินทำให้รากชอนไชได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยคลุกเคล้าแพร่กระจายจุลินทรีย์และเชื้อราที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น ไมคอร์ไรซ่า ไรโซเบียม รวมถึงเมทาไรเซียม

ไส้เดือนดินแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

  • ไส้เดือนดินสีแดง คือ ไส้เดือนที่อาศัยอยู่บนบริเวณหน้าดินที่อุดมไปด้วยอินทรีย์วัตถุและมีความชุ่มชื้นตลอดปี กินเก่งและขยายพันธุ์เร็ว เป็นกลุ่มไส้เดือนที่เหมาะกับการใช้ย่อยสลายขยะอินทรีย์หรือผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน เช่นสายพันธุ์ African night crawler, Tiger, Blue worms และ Red worms
  • ไส้เดือนดินสีเทา คือ ไส้เดือนที่อาศัยอยู่ในดินชั้นบนและชั้นล่าง มีขนาดใหญ่กว่าไส้เดือนที่อาศัยอยู่บนผิวดิน แพร่พันธุ์ได้ช้าและน้อยมาก มีการพักตัวช่วงหน้าแล้ง ไส้เดือนกลุ่มนี้ไม่เหมาะต่อการใช้ย่อยสลายขยะอินทรีย์
    สายพันธุ์ไส้เดือนที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทย
  • ขี้ตาแร่ ไส้เดือนสายพันธุ์ไทย กินเก่งและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว มีลักษณะคล้ายแอฟริกัน ไนท์ครอว์เลอร์แต่ตัวเล็กกว่า หาได้ง่ายเนื่องจากเป็นใส้เดือนท้องถิ่น
  • African Night Crawler หรือ AF ไส้เดือนเขตร้อน กินเก่งมาก ขยายพันธุ์เร็ว มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีความสามารถในการย่อยสลายอินทรียวัตถุได้อย่างรวดเร็ว
  • Tiger Worm ไส้เดือนเขตอบอุ่น มีลายเสือ ตัวสั้นป้อม กินเก่งและขยายพันธุ์ได้เร็ว ทนสภาพอากาศเย็นได้ดี
  • Blue Worm ไส้เดือนเขตร้อนที่สามารถพบได้ทั่วทวีปเอเชีย ขนาดตัวค่อนข้างเล็ก กินเก่ง ลูกดกและขยายพันธุ์เร็ว นอกจากเมือกที่ถูกขับออกมาจากลำตัวจะมีกลิ่นหอมแล้ว ยังมีฤทธิ์ในกากำจัดเชื้อราที่ผลิตสารพิษอะฟลาทอกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย
    ----------

อะไรคือ SST 
SST หรือ Sprouted Seeds Tea คือการใช้ประโยชน์จากเอนไซม์ธรรมชาติที่มีอยู่ในเมล็ดพันธุ์พืชนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ข้าวบาร์เลย์, ข้าวโพด และพืชตระกูลถั่ว โดยเอนไซม์เหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญทั้งด้านการเจริญเติบโต โดยที่ส่วนหนึ่งจะมีหน้าที่ในการช่วยจับตรึง-ดูดซึมธาตุอาหารส่วนที่ดูดซึมได้ยากหรือใช้เวลานาน ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะมีบทบาทด้านการเสริมภูมิคุ้มกันและความทนทานต่อโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแมลงหลากหลายชนิด


Malted Barley Grain เมล็ดข้าวบาร์เลย์อุดมไปด้วยเอนไซม์นานาชนิด โดยเฉพาะไคติเนส (chitinase) ที่เป็นตัวย่อยสลายไคติน (chitin) ซึ่งนอกจากไคตินจะเป็นส่วนสำคัญในการลอกคราบของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอย่างกุ้งและปูแล้ว ไคตินยังเป็นส่วนประกอบหลักของเชื้อราที่ให้โทษ และแมลงศัตรูพืชหลากหลายชนิดอีกด้วย

โดยเมื่อพืชได้รับเอนไซม์ แบคทีเรียฝ่ายดีจะใช้เอนไซม์ไคติเนสในการย่อยสลายไคตินเพื่อมาใช้เป็นพลังงาน และด้วยวิธีนี้เองที่จะทำให้พืชสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคและแมลงบางชนิดได้ด้วยตัวเองโดยการผลิตเอนไซม์ไคติเนสออกมาอยู่ในส่วนต่างๆของตัวพืชและมีหน้าที่สำคัญคือสามารถยับยั้งโรคพืชชนิดต่างๆ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราให้โทษ นอกจากนี้เอนไซม์อื่นๆยังมีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตของพืชโดยทำงานในลักษณะเหมือนกรงเล็บที่คอยจับธาตุอาหารที่ดูดซึมได้ยากหรือต้องใช้เวลานานให้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีการทำ SST 
  • นำเมล็ดจำนวน 2 ออนซ์ ไปแช่น้ำสะอาดประมาณ 8 ชั่วโมง ในตอนแรกจะสังเกตุได้ว่า อาจมีเมล็ดบางส่วนที่ไม่จมน้ำ เมื่อผ่านไปครบ 8 ชั่วโมงแล้ว แตะเมล็ดบางส่วนที่ลอยอยู่ จะพบว่าส่วนมากจะจมน้ำไป จากนั้นให้ตักนำเมล็ดและเศษเปลือกที่ลอยอยู่ผิวน้ำทิ้งได้เลย

  • ล้างด้วยน้ำสะอาด โดยพรมน้ำเช้า-เย็น เมื่อผ่านไป 24-72 ชั่วโมง จะสังเกตุเห็นรากงอก โดยรากมีความยาวพอๆกับตัวเมล็ดถือว่าเป็นอันใช้ได้

  • นำเมล็ดเหล่านี้ไปปั่นและผสมกับน้ำสะอาด 5 แกลลอน จากนั้นสามารถใช้รดได้ทันที และควรใช้ให้หมดในครั้งเดียว
***ในกรณีที่ต้องการนำไปเป่าอ๊อกซิเจนร่วมกับน้ำหมักอื่น ห้ามทำเกิน 4 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่อพืชได้ วิธีนี้แนะนำสำหรับผู้มีประสบการณ์เท่านั้น*** 
----------
อุณหภูมิและค่าความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ
  • ช่วงเพาะเมล็ด-เพาะกล้า รวมถึงโคลน (seedling and clones) เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วพืชจะทำการสังเคราะห์แสงได้ดีในอุณหภูมิระหว่าง 15-30°C สถานที่ปลูกต้นไม้พิเศษของเราในช่วงนี้จึงควรมีอุณหภูมิตั้งแต่ 20-26°C ค่าความชื้นสัมพัทธ์(RH) ที่ 60-70% เนื่องจากในช่วงอายุนี้ต้นไม้เราจะยังมีรากน้อย ความชื้นในอากาศที่สูงจะช่วยให้ต้นไม้ของเราดูดซึมน้ำทางใบได้มากขึ้น 
    • ช่วงทำใบ (vegetative) ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมนั้น ต้นไม้ของเราจะเข้าสู่ช่วงทำใบอย่างเต็มตัวเมื่ออายุครบ 2-3 อาทิตย์ โดยอุณหภูมิและความชื้นยังคงเหมือนกับช่วง seedling แต่ในช่วงกลาง-ท้ายของการทำใบสามารถค่อยๆลดความชื้นสัมพัทธ์รวมถึงอุณหภูมิลงมาอย่างช้าๆ เพื่อเป็นการเตรียมต้นเข้าสู่ช่วงทำดอก 
    ช่วงทำดอก (flowering) การควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะความชื้นในอากาศที่มากเกินไปอาจส่งผลให้ดอกขึ้นราได้ โดยควรมีค่าความชื้นสัมพัทธ์ที่ 40-50% อุณหภูมิควรลดลงมาอีกสักเล็กน้อยประมาณ 20-23°C และในช่วงสุดท้ายของอายุการทำดอก เราสามารถลดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ลงมาอีกได้เล็กน้อยที่ 18-23°C และ RH 35-45% เพื่อเป็นการบังคับให้ต้นไม้พิเศษของเราแสดง phenotype และ character ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

    ----------
    การเพาะเมล็ด

    หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือการเพาะลงดินโดยตรงใส่แก้วหรือกระถางขนาดเล็ก หากเป็นแก้วเจาะรูที่ก้นให้น้ำระบายออกได้ด้วย

    • รดน้ำลงดินหรือวัสดุเพาะให้ชุ่มฉ่ำ
    • ใช้นิ้วหรือหลอดเมล็ดทำหลุมเล็ก ลึกประมาณ 1-2 ซม.
    • นำเมล็ดลง กลบดินและรดน้ำซ้ำอีกครั้ง
    • จากนั้นนำแก้วหรือกระถางเพาะไว้ที่มืด ความชื้นสัมพัทธ์ 60-70%
    ตรวจเชคและรักษาความชุ่มชื้นของดินหรือวัสดุเพาะ โดยอาจต้องรดน้ำเพิ่มเล็กน้อยทุก 24-48 ชม.ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม โดยทั่วไปแล้ววิธีนี้ต้นอ่อนจะงอกภายใน 2-3 วัน
    ----------
    รดน้ำบ่อยแค่ไหนดี และจะรู้ปริมาณที่เหมาะสมได้อ
    ย่างไร
    ส่วนใหญ่แล้ว วันเว้นวัน หรือ เว้นสองวัน ไม่สามารถชี้บอกตายตัวได้ บางครั้งพวกเราเว้นสามวันเลย ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วยครับ ตามธรรมชาติแล้วต้นไม้พิเศษของเราชอบสภาพดินแบบ "เปียกสลับแห้ง" ฉะนั้นหลังรดน้ำไปแล้วควรปล่อยให้อย่างน้อยที่สุดสัก 1 วัน เพื่อให้รากได้หายใจและเจริญเติบโต

    บ่อยครั้งที่ผลของการรดน้ำแบบผิดๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการให้น้ำมากหรือบ่อยเกินไป (overwatering) จะมาแสดงอาการป่วยในช่วงกลางหรือท้ายอายุของต้นเนื่องจากรากจมน้ำหรืออยู่ในสภาวะเปียกชื้นสะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลทำให้เกิดปัญหาทางอ้อมต่างๆได้ เช่น ต้นไม่สามารถดูดซึมแคลเซี่ยมและแมกนิเซียมมาใช้ (ที่เรียกกันว่าปัญหา cal-mag) และแม้แต่การดูดซึมฟอสฟอรัสก็สามารถถูกล้อคได้เช่นกัน (phosphorus deficiency) หรือที่แย่ที่สุดคือรากเน่านั่นเอง
    ----------
    Auto Flowering ควรเลี้ยงในกระถางขนาดใดจึ
    งจะเหมาะสมที่สุด
    เนื่องจาก auto-flowering เกิดจากการนำ hybrid หรือ landrace ต่างๆไปผสมเข้ากับ ruderalis ที่วงจรชีวิตที่ค่อนข้างสั้น ผลลัพธ์ที่ได้คือ auto-flowering จะมีวงจรชีวิตที่สั้นตามไปด้วย โดยจะออกดอกเองเมื่ออายุประมาณ 30 วัน และไม่สนชั่วโมงแสง ฉะนั้นการใช้กระถางใหญ่เกินไปก็จะเป็นการสิ้นเปลืองทั้งดินและน้ำโดยเปล่าประโยชน์ แต่ทางกลับกันหากใช้กระถางเล็กเกินไปก็อาจเป็นการบังคับให้ต้นทำดอกก่อนกำหนดได้เช่นกัน กระถางขนาด 5-7 แกลลอน จึงเหมาะสมที่สุด

    ----------
    การเก็บเกี่ยว ตาก และบ่ม
    • Harvest Day : เรามักปล่อยให้หน้าดินแห้งสัก 2-3 วันก่อนลงมือเก็บเกี่ยว และระหว่างนั้นนำต้นเข้าที่มืดเป็นเวลา 24-48 ชั้วโมง พร้อมลดค่าความชื้นสัมพัทธ์(RH) ลงอีกเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อลดการสะสมของคลอโรฟิลด์จากการสังเคราะห์แสงและช่วยเร่งเรซิ่นครั้งสุดท้าย
    • Slow Drying : เริ่มด้วยการตากทั้งต้นโดยยังไม่ต้องทริมใบในห้องที่อากาศถ่ายเท หมุนเวียนดี แต่ไม่ให้ลมเป่าดอกโดยตรง และไม่ให้แสงรบกวน ส่วนใหญ่แล้วมักใช้เวลา 10-14 วัน โดยสามารถสังเกตุจากใบเลี้ยงที่แห้งจนเขี่ยหลุดง่าย และกิ่งที่แห้งพอจะหักจากลำต้นได้ แต่ต้องคอยระวังไม่ให้ดอกแห้งกรอบเกินไป ควบคุมอุณภูมิที่ 24 องศา ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 45-50%

    • Bucking หรือ Brown Bagging : เมื่อตากจนได้ที่แล้ว บางครั้งเราอาจพบว่ากลิ่นดอกไม้เราจะจางลงไปบ้าง ขั้นตอนนี้นอกจะช่วยให้กลิ่นกลับมาลั่นเหมือนเดิมแล้วยังช่วยให้ดอกไม้เข้ารูปมากขึ้นอีกเล็กน้อยด้วย โดยเริ่มจากการตัดดอกออกจะกิ่งก้าน,ลำต้นและบรรจุใส่กล่องพลาสติก(เกรดอาหาร) หรือถุงกระดาษไม่ฟอกสี ระวังอย่าใส่จนแน่นเกินไปหรือประมาณ 3/4 ของภาชนะ ขั้นตอนนี้มักใช้เวลา 2-3 วัน ควบคุมอุณภูมิที่ 24 องศา ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 50-55%

    • Hand Trimming : หากตากมาอย่างถูกวิธี ขั้นตอนนี้จะทำงานง่ายมาก เนื่องจากใบเลี้ยงและใบส่วนเกินต่างๆจะหลุดง่ายโดยแทบไม่ต้องออกแรงกดกรรไกรเลย เมื่อตัดแต่งใบเสร็จแล้วนำดอกใส่ในโหลแก้วพร้อมซองควบคุมความชื้น เช่น Boveba B62, Boost 62 และทำงานในห้องที่ควบคุมอุณภูมิที่ 24-25 องศา ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 50-55%

    • Curing : ช่วงสัปดาห์แรก เปิดฝาเพื่อถ่ายเทอากาศวันละครั้งและเพื่อตรวจเช็คสภาพดอกไปในตัว หลังหนึ่งสัปดาห์ก็สามารถเก็บได้เป็นเวลานานโดยไม่ต้องเปิดโหลบ่อย ทั่วไปแล้วกลิ่นและ character จะเริ่มลั่นชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ไปจนถึงเดือนที่ 1-2 ของการบ่ม และควรหมั่นตรวจเช็คสภาพซองควบคุมความชื้นเป็นระยะตลอดการบ่ม เก็บขวดโหลในห้องที่ควบคุมอุณภูมิที่ 24-25 องศา ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 55-60%