TUTORIAL


การปลูกพืชแบบ Living Soil หรืออินทรีย์ครบวงจรคืออะไร และเพราะเหตุใดจึงมีความสำคัญ?

การปลูกพืชแบบ living soil เป็นการปลูกพืชโดยใช้หลักการจำลองระบบนิเวศน์ให้มีความใกล้เคียงธรรมชาติของป่าให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด โดยใช้การเกื้อกูลระหว่างธรรมชาติอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีทั้งในด้านการบำรุงต้นและป้องกันศัตรูพืช และยังสามารถทำได้ในปริมาณมากอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนที่แท้จริง โดยอาศัยองค์ประกอบหลักดังนี้

  • การปลูกพืชคลุมดิน (cover cropping) โดยใช้พืชตระกูลถั่วที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและบำรุงไนโตรเจนคืนสู่ดิน ทั้งยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นและเพิ่มความร่วนซุยให้กับหน้าดิน นอกจากนี้เมื่อพืชคุลมดินโตมากเกินไป ยังสามารถตัดทิ้งและไว้หน้าดินเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดชั้นดีได้อีกด้วย

    • การเลี้ยงไส้เดือน (earthworms) ร่วมไปกับพืชเพื่อช่วยในการย่อยสลายอินทรียวัตถุต่าง ๆ ทั้งจากปุ๋ยหมักและเศษซากของพืชคุลมดินรวมอินทรีย์วัตถุอื่น ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างฮิวมัสอย่างเป็นธรรมชาติที่ได้รับประโยชน์จากจุลินทรีย์ในลำไส้ของไส้เดือนที่ถือว่าเป็นจุลินทรีย์ชั้นยอดไปแบบเต็มๆ และการชอนไชของไส้เดือนยังเป็นการช่วยแพร่กระจายจุลินทรีย์และเชื้อราดีได้อย่างดีเยี่ยม

      • การใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ (compost) ผลผลิตจากการย่อยสลายทางชีวภาพที่อุดมไปด้วย อินทรีย์วัตถุ ธาตุอาหารหลัก-รอง จุลธาตุ และจุลินทรีย์ที่สำคัญต่อชีวิตในดินอย่างครบถ้วน เพื่อเป็นการบำรุงทั้งด้านจุลินทรีย์และอินทรีย์วัตถุ หรือเรียกได้ว่าคืนชีวิตและปรับสมดุลให้กับดินอย่างเป็นธรรมชาติ

        • การใช้เชื้อราและจุลินทรีย์มีประโยชน์สำคัญต่อพืช (beneficial bacteria and fungi) ทั้งในด้านการป้องกันโรค ป้องกันแมลง รวมถึงช่วยในด้านการเจริญเติบโตของพืช เช่น การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม(Trichoderma) เพื่อการแก้ไขและรักษาโรคพืช การใช้เชื้อราไมคอไรซา(Mycorrhiza) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวและอัตราในการดูดซึมอาหารของรากพืช และการใช้เชื้อราเมธาไรเซียม(Metarhizium) หรือแบคทีเรียบาซิลัส ซับทิลิส(Bacillus Subtilis) ที่ช่วยควบคุมแมลงและศัตรูพืชอย่างมีประสิทธภาพ

        จากบทบาทของแต่ละองค์ประกอบ จะทำให้เห็นว่าการปลูกพืชแบบ living soil ไม่ได้มุ้งเน้นไปที่การบำรุงต้นอย่างหนักหน่วง แต่เป็นเลี้ยงดินให้มีชีวิต เป็นการปลูกพืชเพื่อให้มีความเป็นไปทางวงจรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ครบถ้วนไปด้วยกิจกรรมของชีวิตและจุลินทรีย์ดินเพื่อผลผลิตคุณภาพสูงสุดอย่างยั่งยืน



        ความสำคัญของพืชคลุมดิน

        การปลูกพืชคุลมดิน หรือ Cover Cropping ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการปลูกพืชอินทรีย์อย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถทำได้เลยในขั้นตอนเตรียมดินในกระถางจริง ระหว่างเพาะหรือเลี้ยงต้นกล้า นอกจากประโยชน์มากมายแล้วทั้งยังเป็นการช่วยให้เราได้เห็นถึงความสำคัญและความเป็นไปของระบบนิเวศที่ดีด้วยวิธีง่ายๆ โดยพืชที่นิยมนำมาปลูกเป็นพืชคลุมดินนั้นควรเป็นพืชตระกูลถั่ว เช่น ปอ หรือ โคลเวอร์ เนื่องจากหาง่าย ปลูกง่าย ทั้งยังมีราคาไม่แพง

        และด้วยความสามารถของแบคทีเรีย ไรโซเบียม ที่อาศัยอยู่บริเวณปมรากของพืชตระกูลถั่วทุกชนิดนั้นมีคุณสมบัติในการจับตรึงไนโตรเจนในอากาศมาแปลงเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่พืชดูดซึมได้ การปลูกพืชคลุมดินลักษณะนี้สามารถทำได้ทั้งปลูกร่วมไปกับพืชหรือปลูกและไถกลบหลังการเก็บเกี่ยว

        นอกจากประโยชน์ด้านไนโตรเจนแล้ว รากของพืชคลุมดินยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้หน้าดิน ช่วยให้ดินมีความโปร่ง มีอากาศมากขึ้น และยังเป็นที่อยู่ของเชื้อราดีอื่นๆ เช่น ไมโคไรซ่า เมื่อบวกกับการชอนไชและการย่อยสลายเศษซากพืชคลุมดินของไส้เดือน นอกจากจะเป็นการสร้างฮิวมัสอย่างดีแล้ว ยังทำให้บริเวณรากที่มีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ และมีการพึ่งพากันระหว่างพืชกับจุลินทรีย์ หรือ rhizosphere เกิดวงจรการแลกเปลี่ยนทางชีวภาพระหว่างพืชกับจุลินทรีย์อย่างมากมายและสมบูรณ์อีกด้วย



        ไส้เดือนช่วยอะไรบ้าง?

        ไส้เดือน หรือ Earthworms นับเป็นกองกำลังสำคัญที่จะช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน รวมถึงซากของพืชคุลมดิน โดยจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้และน้ำย่อยของไส้เดือนดินจะช่วยเปลี่ยนธาตุอาหารหลายชนิดให้พืชสามารถนำไปใช้ได้ การชอนไชของไส้เดือนจะทำให้ดินโปร่งร่วนซุยยิ่งขึ้น ช่วยให้เกิดช่องว่างให้ในดินทำให้รากชอนไชได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยคลุกเคล้าแพร่กระจายจุลินทรีย์และเชื้อราที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น ไมคอร์ไรซ่า ไรโซเบียม รวมถึงเมทาไรเซียม

        ไส้เดือนดินแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

        • ไส้เดือนดินสีแดง คือ ไส้เดือนที่อาศัยอยู่บนบริเวณหน้าดินที่อุดมไปด้วยอินทรีย์วัตถุและมีความชุ่มชื้นตลอดปี กินเก่งและขยายพันธุ์เร็ว เป็นกลุ่มไส้เดือนที่เหมาะกับการใช้ย่อยสลายขยะอินทรีย์หรือผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน เช่นสายพันธุ์ African night crawler, Tiger, Blue worms และ Red worms

          • ไส้เดือนดินสีเทา คือ ไส้เดือนที่อาศัยอยู่ในดินชั้นบนและชั้นล่าง มีขนาดใหญ่กว่าไส้เดือนที่อาศัยอยู่บนผิวดิน แพร่พันธุ์ได้ช้าและน้อยมาก มีการพักตัวช่วงหน้าแล้ง ไส้เดือนกลุ่มนี้ไม่เหมาะต่อการใช้ย่อยสลายขยะอินทรีย์

          สายพันธุ์ไส้เดือนที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทย

          • ขี้ตาแร่ ไส้เดือนสายพันธุ์ไทย กินเก่งและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว มีลักษณะคล้ายแอฟริกัน ไนท์ครอว์เลอร์แต่ตัวเล็กกว่า หาได้ง่ายเนื่องจากเป็นใส้เดือนท้องถิ่น

            • African Night Crawler หรือ AF ไส้เดือนเขตร้อน กินเก่งมาก ขยายพันธุ์เร็ว มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีความสามารถในการย่อยสลายอินทรียวัตถุได้อย่างรวดเร็ว

              • Tiger Worm ไส้เดือนเขตอบอุ่น มีลายเสือ ตัวสั้นป้อม กินเก่งและขยายพันธุ์ได้เร็ว ทนสภาพอากาศเย็นได้ดี

                • Blue Worm ไส้เดือนเขตร้อนที่สามารถพบได้ทั่วทวีปเอเชีย ขนาดตัวค่อนข้างเล็ก กินเก่ง ลูกดกและขยายพันธุ์เร็ว นอกจากเมือกที่ถูกขับออกมาจากลำตัวจะมีกลิ่นหอมแล้ว ยังมีฤทธิ์ในการกำจัดเชื้อราที่ผลิตสารพิษอะฟลาทอกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย


                SST คืออะไร?

                SST หรือ Sprouted Seeds Tea คือการใช้ประโยชน์จากเอนไซม์ธรรมชาติที่มีอยู่ในเมล็ดพันธุ์พืชนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ข้าวบาร์เลย์, ข้าวโพด และพืชตระกูลถั่ว โดยเอนไซม์เหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญทั้งด้านการเจริญเติบโต โดยที่ส่วนหนึ่งจะมีหน้าที่ในการช่วยจับตรึง-ดูดซึมธาตุอาหารส่วนที่ดูดซึมได้ยากหรือใช้เวลานาน ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะมีบทบาทด้านการเสริมภูมิคุ้มกันและความทนทานต่อโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราและแมลงหลากหลายชนิด

                Malted Barley Grain เมล็ดข้าวบาร์เลย์อุดมไปด้วยเอนไซม์นานาชนิด โดยเฉพาะไคติเนส (chitinase) ที่เป็นตัวย่อยสลายไคติน (chitin) ซึ่งนอกจากไคตินจะเป็นส่วนสำคัญในการลอกคราบของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอย่างกุ้งและปูแล้ว ไคตินยังเป็นส่วนประกอบหลักของเชื้อราที่ให้โทษ และแมลงศัตรูพืชหลากหลายชนิดอีกด้วย

                โดยเมื่อพืชได้รับเอนไซม์ แบคทีเรียฝ่ายดีจะใช้เอนไซม์ไคติเนสในการย่อยสลายไคตินเพื่อมาใช้เป็นพลังงาน และด้วยวิธีนี้เองที่จะทำให้พืชสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคและแมลงบางชนิดได้ด้วยตัวเองโดยการผลิตเอนไซม์ไคติเนสออกมาอยู่ในส่วนต่างๆของตัวพืชและมีหน้าที่สำคัญคือสามารถยับยั้งโรคพืชชนิดต่างๆ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราให้โทษ นอกจากนี้เอนไซม์อื่นๆยังมีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตของพืชโดยทำงานในลักษณะเหมือนกรงเล็บที่คอยจับธาตุอาหารที่ดูดซึมได้ยากหรือต้องใช้เวลานานให้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                วิธีทำ SST

                • นำเมล็ดจำนวน 2 ออนซ์ ไปแช่น้ำสะอาดประมาณ 8 ชั่วโมง ในตอนแรกจะสังเกตุได้ว่า อาจมีเมล็ดบางส่วนที่ไม่จมน้ำ เมื่อผ่านไปครบ 8 ชั่วโมงแล้ว แตะเมล็ดบางส่วนที่ลอยอยู่ จะพบว่าส่วนมากจะจมน้ำไป จากนั้นให้ตักนำเมล็ดและเศษเปลือกที่ลอยอยู่ผิวน้ำทิ้งได้เลย

                  • ล้างด้วยน้ำสะอาด โดยพรมน้ำเช้า-เย็น เมื่อผ่านไป 24-72 ชั่วโมง จะสังเกตุเห็นรากงอก โดยรากมีความยาวพอๆกับตัวเมล็ดถือว่าเป็นอันใช้ได้

                    • นำเมล็ดเหล่านี้ไปปั่นและผสมกับน้ำสะอาด 5 แกลลอน จากนั้นสามารถใช้รดได้ทันที และควรใช้ให้หมดในครั้งเดียว

                    ***ในกรณีที่ต้องการนำไปเป่าอ๊อกซิเจนร่วมกับน้ำหมักอื่น ห้ามทำเกิน 4 ชั่วโมง มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่อพืชได้ วิธีนี้แนะนำสำหรับผู้มีประสบการณ์เท่านั้น***



                    Bacteria & Fungi

                    เชื้อราไตรโคเดอม่า (Trichoderma)
                    (ป้องกันและควบคุมโรคพืช) ใช้ควบคุมโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราดังต่อไปนี้

                    1. เชื้อราพิเทียม (Pythium spp.) = โรคยอดเน่าของต้นกล้า โรครากเน่า โคนเน่า ต้นเน่า โรคเน่าคอดิน
                    2. เชื้อราฟิวซาเรียม (Fusarium spp.) = โรคกล้าไหม้ รากเน่า โคนลำต้นหรือกอเน่าแห้ง ผลเน่า โรคเหี่ยว
                    3. เชื้อราสเคลอโรเทียม (Sclerotium rolfsii ) = โรคกล้าไหม้ โรคราเมล็ดผักกาด โรคโคนเน่า
                    4. เชื้อราไรช็อกโทเนีย (Rhizoctonia spp.) = โรคเมล็ดเน่า เน่าระดับคอดิน กล้าไหม้ รากเน่า หัวเน่
                    5. เชื้อราไฟท็อบธอร่า (Phytopthora spp.) = โรครากเน่า โคนเน่า เน่าดำ ยอดและรากเน่า
                    6. เชื้อราคอลเลคโตตริกรัม (Collectotrichum spp.) = โรคแอนแทรกโนส (โรคกุ้งแห้ง)

                    เชื้อแบคทีเรียบาซิลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis หรือ B.S)
                    (ป้องกันและควบคุมโรคพืช)
                    ควบคุมโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย โรครากเน่า โคนเน่า ผลเน่า แคงเกอร์ แอนแทรคโนส

                    เชื้อแบคทีเรียบาซิลัส ทูริงเอนซิส (Bacillus thringiensis หรือ B.T)
                    (กำจัดและควบคุมศัตรูพืช) กำจัดหนอนทุกชนิด

                    เชื้อราเมธาไรเซียม (Metarhizium anisopliae)
                    (กำจัดและควบคุมศัตรูพืช)

                    1. ปลวก
                    2. ตั๊กแตน
                    3. แมลงปากกัดปีกแข็ง
                    4. เพลี้ย
                    5. หนอนกระทู้
                    6. ด้วง

                    เชื้อราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana)
                    (กำจัดและควบคุมศัตรูพืช)

                    1. เพลี้ย
                    2. หนอน
                    3. หวี่ขาว

                    เชื้อราพาซิโลมัยซิส (Paccilomyces lilacinus)
                    (กำจัดและควบคุมศัตรูพืช)

                    1. กำจัดไข่และแมลงศัตรูพืช
                    2. กำจัด หวี่ขาว ไรขาว ไรแดง
                    3. กำจัด ไข่ผีเสื้อกลางคืน

                    ไมคอไรซ่า (Mycorrhiza) (ความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อรากับรากพืช)

                    1. อาบัสคูลาไมคอไรซา (Arbuscular mycorrhiza) ช่วยการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ เช่น ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน รวมถึงจุลธาตุอื่นๆ ช่วยดูดธาตุอาหารที่สลายตัวยากเช่น ธาตุฟอสฟอรัส ให้นำมาใช้ได้และเป็นประโยชน์ต่อพืช
                    2. เอกโตไมคอไรซ่า (Ectomycorrhizal) มีเอนไซม์ช่วยในการย่อยสลายและจับดูดซึมน้ำและอาหาร ช่วยเพิ่มพื้นผิวราก ช่วยให้รากแตกแขนงมากขึ้น เพิ่มความทนทานต่อเชื้อก่อโรคและสภาพแวดล้อม
                    3. เอนโดไมคอไรซ่า (Endomycorrhizal) ป้องกันการเกิดโรคในบริเวณคอร์เท็กซ์ เพิ่มการดูดซับไนโตรเจนให้แก่พืช และเพิ่มกิจกรรมของเอนไซม์ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อราที่เป็นสาเหตุของรากพืชเข้าสู่รากได้


                    การปลูกพืชสายเขียวอินทรีย์ 100% (living soil) แบบฉบับ T-REX

                    • เตรียมดินปลูก T-REX Super Soil ให้พอดีกับขนาดกระถางที่เลือกใช้ โดยไม่ใส่ดินจนพอดีขอบเกินไป แต่ให้เหลือเนื้อที่ไว้สัก 1-2 นิ้ว เพื่อเป็นพื้นที่ให้พืชคลุมดิน อินทรียวัตถุ รวมถึงการรดน้ำที่สะดวกสบายขึ้น

                      • เพาะเมล็ดลง T-REX Super Soil ในกระถางขนาดเล็กหรือแก้วเพาะ โดยไม่จำเป็นต้องอบทิชชู่หรือลอยน้ำก่อน (ดูวิธีเพาะเมล็ดอย่างง่ายเพิมได้ที่หัวข้อ เพาะเมล็ดวิธีไหนดี?)

                        • ในช่วงเป็นต้นกล้า ใช้ไฟ 20/4 หรือ 22/2 และเริ่มใช้ T-REX Mega Kelp โดยการฉีดพ่นวันละ 1 ครั้ง และระหว่างนี้สามารถเตรียมดินในกระถางจริง โดยการหว่านปลูกพืชคุลมดินและนำไส้เดือนลงได้เลย ส่วนมากแล้วพืชคุลมดินจะใช้เวลาประมาณ 24-48 ชั่วโมงในการงอก และ 2 อาทิตย์ในการเจริญเติบโต ซึ่งก็จะพอดีกับช่วงที่ต้นกัญชาพ้นวัยกล้า และพร้อมที่จะย้ายลงกระถางจริงพอดี โดยเริ่มการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นตั้งแต่ในช่วงเพาะเมล็ดและอนุบาลต้นกล้า (ดูเพิ่มเติมที่หัวข้อ อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในแต่ละช่วงอายุ)

                          • เมื่อย้ายกระถางแล้ว ในขณะที่ต้นมีอายุประมาณ 2 อาทิตย์ สามารถทำการ topping ได้เลย โดยหลังจากนี้อีก 2 อาทิตย์ ต้นกัญชาจะเริ่มเข้าสู่ช่วงทำใบเต็มตัว

                            • ในช่วงทำใบ (อายุครบ 1 เดือนนับตั้งแต่งอก) ใช้ไฟ 18/6 และเริ่มใช้ปุ๋ยหมัก T-REX Bloom Booster โดยใช้ในปริมาณน้อย เช่น 1 กำมือ ทุก 10-14 วัน สำหรับกระถาง 5-7 แกลลอน ซึ่งในช่วงนี้จะเป็นการใช้เพื่อบำรุงสารอาหารโดยรวมไม่ให้ขาดตกพกพร่อง รวมถึงเป็นการเติมอินทรีย์วัตถุและจุลินทรีย์ดีให้กับดินไปในตัว ในช่วงทำใบนี้เองที่จะเป็นเวลาให้เราจัดทรงต้นกัญชาได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นดัด (LST) หรือ ริดใบ-กิ่งส่วนล่าง (Pruning) ก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่ในช่วงนี้ และใช้ T-REX Mega Kelp พ่นทางใบและยอดอ่อนใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถใช้น้ำหมักต่างๆควบคู่กันไปด้วยได้เป็นอย่างดี

                              • ระยะเวลาของการทำใบนั้นขึ้นอยู่กับขนาดกระถางและรูปแบบของการปลูก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักอยู่ที่ 30 วัน (ไม่นับช่วงเพาะกล้า 2 อาทิตย์) ในกรณีที่ต้องการทำใบนานกว่านี้ ควรคำนึงถึงขนาดของกระถางและพื้นที่อย่างระมัดระวัง

                                • เมื่อได้ขนาดและฟอร์มต้นที่พอใจแล้ว ปรับไฟเป็น 12/12 เพื่อให้ต้นไม้เปลี่ยนเข้าสู่ช่วงทำดอกโดยในช่วงนี้ต้นจะยืดขึ้นอีกประมาณ 50% ของความสูงเดิมเป็นอย่างน้อย และมักใช้เวลาไม่เกิน 2 อาทิตย์ในการเริ่มทำดอกอย่างเต็มตัว ตั้งแต่ขั้นตอนนี้เป็นต้นไปให้หยุดใช้ T-REX Mega Kelp เพื่อไม่ให้ดอกสัมผัสความชื้นซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อราได้ โดยยังคงใช้ปุ๋ยหมัก T-REX Bloom Booster อย่างสม่ำเสมอ โดยอาจเพิ่มความถี่มาให้อาทิตย์ละ 1 ครั้ง และในช่วงนี้ควรมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอย่างเข้มงวดอีกด้วย

                                  • เมื่อเริ่มทำดอกเต็มตัว โดยทั่วไปแล้วตอนนี้ต้นกัญชาเราจะมีอายุประมาณ 2 เดือนพอดี (เพาะกล้า 2 อาทิตย์ + ทำใบ 4 อาทิตย์ + ช่วงปรับไฟ 2 อาทิตย์) ในช่วงนี้เราจะเริ่มสังเกตุได้ว่าใบเลี้ยงหรือ fan leaves หลายใบ โดยเฉพาะใบเก่าๆ อาจกำลังบังแสงยอดดอกของเราอยู่ รวมถึงกิ่งเล็กๆที่ไม่น่าจะสร้างผลผลิตที่ดีได้เต็มที่ ให้เริ่มทำการริดใบเลี้ยง (Defoliation) และริดใบและกิ่งช่วงล่างได้เลย (Pruning-Lollipoping) โดยการทำ defolitation ควรทำอย่างระมัดระวังเพราะหากหนักมือเกินไปอาจเป็นการสร้างความเครียดให้ต้นแทนได้ โดยเศษซากใบและกิ่งจากการทำ defoliation และ pruning ให้ทิ้งไว้หน้าดินเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดและเป็นอาหารของไส้เดือนต่อไป

                                    • ในช่วงทำดอกใช้ T-REX Bloom Booster อย่างสม่ำเสมอ โดยสามารถใช้ร่วมกับน้ำหมักต่างๆได้เป็นอย่างดี และเริ่มใช้ SST หรือ Sprouted Seed Tea เพื่อเป็นการเติมเอนไซม์ที่ช่วยเร่งการดูดซึมอาหารอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง (ดูเพิ่มเติมที่ SST คืออะไร? , วิธีทำ SST)

                                      • ระยะเวลาการทำดอกนั้นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่ 8-10 อาทิตย์ ซึ่งก็แปลว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือนถึง 4 เดือนครึ่งนับจากวันที่งอกจนเก็บเกี่ยวนั่นเอง โดยตลอดระยะเวลาการปลูกควรควบคุมสภาพอากาศ-ความชื้นสัมพัทธ์และสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อแต่ละช่วงอายุ รวมถึงดูแลสุขภาพหน้าดินให้สมบูรร์อยู่อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และหมั่นตรวจเช็ค trichome ในช่วง 2 อาทิตย์สุดท้ายของการทำดอก เพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ตรงตามเวลาที่ต้องการ (ขั้นตอนเก็บเกี่ยวสามารถดูเพิ่มเติมที่หัวข้อ การเก็บเกี่ยว ตาก และบ่ม)


                                        การใช้ดินซ้ำ

                                        สำหรับการปลูกอย่างอินทรีย์ครบวงจรด้วย T-REX Super Soil นั้น หากมีการดูแลสภาพหน้าดินและชีวิตในดินให้มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในสภาพที่เหมาะสมตลอดฤดูกาลปลูก เช่น มีการใส่ปุ๋ยหมักตามช่วงอายุอย่างเหมาะสม มีการปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน มีไส้เดือน รวมถึงมีการทิ้งเศษซากใบไว้หน้าดิน การนำดินมาใช้ซ้ำก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนัก เพียงแค่การเติมปุ๋ยหมัก Bloom Booster และปลูกพืชคลุมดินใหม่หลังเก็บเกี่ยวก็เป็นอันใช้ได้ โดยอาจเสริมด้วยการรดน้ำหมักต่างๆในระหว่างช่วงที่ปลูกพืชคุลมดินรอบใหม่ไปพร้อมกันได้อีกด้วย



                                        ความแตกต่างระหว่าง Photoperiod และ Auto-Flowering

                                        Photoperiod ประเภทของเมล็ด Sativa, Indica และ Hybrid ที่ต้องใช้การปรับเปลี่ยนชั่วโมงแสงให้อยู่ที่ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวันเพื่อให้ต้นเริ่มออกดอก ซึ่งการปรับชั่วโมงแสงนี้เปรียบเสมือนการบอกพืชว่าฤดูกาลได้เปลี่ยนไปแล้วนั่นเอง โดยทั่วไปแล้ว photoperiod มักใช้เวลา 4-4.5 เดือนจากเมล็ดจนเก็บเกี่ยว และสามารถดัด-ตัดแต่งจัดทรงได้เต็มที่ ทำใบได้นานตามต้องการ และมีปริมาณ cannabinoids ที่สูงเข้มข้น

                                        Auto-Flowering ผลลัพธ์ของการนำกัญชาสายพันธุ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น Sativa, Indica, Hybrid ไปผสมกับกัญชาสายพันธุ์ Ruderalis ซึ่งเป็นกัญชาที่มีถิ่นกำเนิดส่วนใหญ่อยู่ในแถบยุโรปตะวันออกและรัสเซีย โดย Ruderalis มักมีลำต้นสูงเพียง 1-2.5 ฟุต มีวงจรชีวิตที่สั้น และออกดอกโดยไม่สนใจชั่วโมงแสง ออกดอกได้แม้ในสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจนัก แต่ก็มีปริมาณ cannabiniods ต่ำมากด้วยเช่นกัน โดย Auto-Flowering จะออกดอกโดยไม่สนใจชั่วโมงแสง และมักเริ่มทำดอกเมื่ออายุ 30-45 วัน โดยส่วนมากจะใช้เวลาจากเมล็ดจนเก็บเกี่ยวเพียง 90-100 วันเท่านั้น แต่ก็มีข้อจำกัดตามมา เช่น potency ที่ต่ำกว่า photoperiod หรืออาจไม่สามารถดัดได้เต็มที่ ไม่สามารถบังคับให้ต้นทำใบได้ยาวนานดั่งใจเหมือน เนื่องจากวงจรอายุที่สั้นนั่นเอง

                                        ประเภทของเมล็ดกัญชา

                                        Regular Seeds เมล็ดที่สามารถเกิดเป็นตัวผู้หรือตัวเมียก็ได้ บางครั้งอาจถูกเรียกว่า เมล็ดสุ่มเพศ

                                        Feminized Seeds เมล็ดที่ถูกทำให้เป็นเพศเมีย ต้นจากเมล็ดชนิดนี้จะเกิดเป็นเพศเมียเท่านั้น



                                        เพาะเมล็ดวิธีไหนดี?

                                        การเพาะเมล็ดมีหลายวิธี และบางวิธีก็มีหลายขั้นตอน แต่วิธีที่เราชื่นชอบและขอแนะนำนั้นง่ายมากจนแทบไม่ต้องทำอะไร นั่นก็คือ การเพาะใส่แก้วหรือกระถางขนาดเล็ก หากเป็นแก้วเจาะรูที่ก้นให้น้ำระบายออกได้ด้วย

                                        • รดน้ำลงดินหรือวัสดุเพาะให้ชุ่มฉ่ำ
                                        • ใช้นิ้วหรือหลอดเมล็ดทำหลุมเล็ก ลึกประมาณ 1-2 ซม.
                                        • นำเมล็ดลง กลบดินและรดน้ำซ้ำอีกครั้ง
                                        • จากนั้นนำแก้วหรือกระถางเพาะไว้ที่มืด ความชื้นสัมพัทธ์ 60-70%

                                        ตรวจเชคและรักษาความชุ่มชื้นของดินหรือวัสดุเพาะ โดยอาจต้องรดน้ำเพิ่มเล็กน้อยทุก 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม โดยทั่วไปแล้ววิธีนี้ต้นอ่อนจะงอกภายใน 2-5 วัน



                                        Auto-Flowering ควรเลี้ยงในกระถางขนาดเท่าไหร่?

                                        ขอแนะนำที่ 7-10 แกลลอน เนื่องจาก auto-flowering เกิดจากการนำ hybrid หรือ landrace ต่างๆไปผสมเข้ากับ ruderalis ที่วงจรชีวิตที่ค่อนข้างสั้น ผลลัพธ์ที่ได้คือ auto-flowering จะมีวงจรชีวิตที่สั้นตามไปด้วย โดยจะออกดอกเองเมื่ออายุประมาณ 30 วัน และไม่สนชั่วโมงแสง ฉะนั้นการใช้กระถางใหญ่เกินไปก็จะเป็นการสิ้นเปลืองทั้งดินและน้ำโดยเปล่าประโยชน์ แต่ทางกลับกันหากใช้กระถางเล็กเกินไปก็อาจเป็นการบังคับให้ต้นทำดอกก่อนกำหนดได้เช่นกัน



                                        รดน้ำบ่อยแค่ไหนดี และจะรู้ปริมาณที่เหมาะสมได้อย่างไร?

                                        ส่วนใหญ่แล้ว วันเว้นวัน หรือ เว้นสองวัน ไม่สามารถชี้บอกตายตัวได้ บางครั้งพวกเราเว้นสามวันเลย ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วยครับ ตามธรรมชาติแล้วต้นไม้พิเศษของเราชอบสภาพดินแบบ "เปียกสลับแห้ง" ฉะนั้นหลังรดน้ำไปแล้วควรปล่อยให้อย่างน้อยที่สุดสัก 1 วัน เพื่อให้รากได้หายใจและเจริญเติบโต

                                        บ่อยครั้งที่ผลของการรดน้ำแบบผิดๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการให้น้ำมากหรือบ่อยเกินไป (overwatering) จะมาแสดงอาการป่วยในช่วงกลางหรือท้ายอายุของต้นเนื่องจากรากจมน้ำหรืออยู่ในสภาวะเปียกชื้นสะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลทำให้เกิดปัญหาทางอ้อมต่างๆได้ เช่น ต้นไม่สามารถดูดซึมแคลเซี่ยมและแมกนิเซียมมาใช้ (ที่เรียกกันว่าปัญหา cal-mag) และแม้แต่การดูดซึมฟอสฟอรัสก็สามารถถูกล้อคได้เช่นกัน (phosphorus deficiency) หรือที่แย่ที่สุดคือรากเน่านั่นเอง



                                        อุณหภูมิและค่าความชื้นสัมพัทธ์ในแต่ละช่วงอายุ

                                        • ช่วงเพาะเมล็ด-เพาะกล้า รวมถึงโคลน (seedling and clones) เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วพืชจะทำการสังเคราะห์แสงได้ดีในอุณหภูมิระหว่าง 15-30°C สถานที่ปลูกต้นไม้พิเศษของเราในช่วงนี้จึงควรมีอุณหภูมิตั้งแต่ 24-26°C ค่าความชื้นสัมพัทธ์(RH) ที่ 60-70% เนื่องจากในช่วงอายุนี้ต้นไม้เราจะยังมีรากน้อย ความชื้นในอากาศที่สูงจะช่วยให้ต้นไม้ของเราดูดซึมน้ำทางใบได้มากขึ้น

                                          • ช่วงทำใบ (vegetative) ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมนั้น ต้นไม้ของเราจะเข้าสู่ช่วงทำใบอย่างเต็มตัวเมื่ออายุครบ 2-3 อาทิตย์ โดยอุณหภูมิและความชื้นยังคงเหมือนกับช่วง seedling แต่ในช่วงกลาง-ท้ายของการทำใบสามารถค่อยๆลดความชื้นสัมพัทธ์รวมถึงอุณหภูมิลงมาอย่างช้าๆ เพื่อเป็นการเตรียมต้นเข้าสู่ช่วงทำดอก

                                            • ช่วงทำดอก (flowering) การควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะความชื้นในอากาศที่มากเกินไปอาจส่งผลให้ดอกขึ้นราได้ โดยควรมีค่าความชื้นสัมพัทธ์ที่ 40-50% อุณหภูมิควรลดลงมาอีกสักเล็กน้อยประมาณ 22-24°C และในช่วงสุดท้ายของอายุการทำดอก เราสามารถลดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ลงมาอีกได้เล็กน้อยที่ 21-23°C และ RH 40-45% เพื่อเป็นการบังคับให้ต้นไม้พิเศษของเราแสดง phenotype และ character ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น


                                            การเก็บเกี่ยว ตาก และบ่ม

                                            • Harvest Day : เรามักปล่อยให้หน้าดินแห้งสัก 2-3 วันก่อนลงมือเก็บเกี่ยว และระหว่างนั้นนำต้นเข้าที่มืดเป็นเวลา 24-48 ชั้วโมง พร้อมลดค่าความชื้นสัมพัทธ์(RH) ลงอีกเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อลดการสะสมของคลอโรฟิลด์จากการสังเคราะห์แสงและช่วยเร่งเรซิ่นครั้งสุดท้าย

                                              • Slow Drying : เริ่มด้วยการตากทั้งต้นโดยยังไม่ต้องทริมใบในห้องที่อากาศถ่ายเท หมุนเวียนดี แต่ไม่ให้ลมเป่าดอก โดยตรง และไม่ให้แสงรบกวน ส่วนใหญ่แล้วมักใช้เวลา 10-14 วัน โดยสามารถสังเกตุจากใบเลี้ยงที่แห้งจนเขี่ยหลุดง่าย และกิ่งที่แห้งพอจะหักจากลำต้นได้ แต่ต้องคอยระวังไม่ให้ดอกแห้งกรอบเกินไป ควบคุมอุณภูมิที่ 24 องศา ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 45-50%

                                                  • Bucking หรือ Brown Bagging : เมื่อตากจนได้ที่แล้ว บางครั้งเราอาจพบว่ากลิ่นดอกไม้เราจะจางลงไปบ้าง ขั้นตอนนี้นอกจะช่วยให้กลิ่นกลับมาลั่นเหมือนเดิมแล้วยังช่วยให้ดอกไม้เข้ารูปมากขึ้นอีกเล็กน้อยด้วย โดยเริ่มจากการตัดดอกออกจะกิ่งก้าน,ลำต้นและบรรจุใส่กล่องพลาสติก(เกรดอาหาร) หรือถุงกระดาษไม่ฟอกสี ระวังอย่าใส่จนแน่นเกินไปหรือประมาณ 3/4 ของภาชนะ ขั้นตอนนี้มักใช้เวลา 2-3 วัน ควบคุมอุณภูมิที่ 24 องศา ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 50-55%

                                                      • Hand Trimming : หากตากมาอย่างถูกวิธี ขั้นตอนนี้จะทำงานง่ายมาก เนื่องจากใบเลี้ยงและใบส่วนเกินต่างๆจะหลุดง่ายโดยแทบไม่ต้องออกแรงกดกรรไกรเลย เมื่อตัดแต่งใบเสร็จแล้วนำดอกใส่ในโหลแก้วพร้อมซองควบคุมความชื้น เช่น Boveba B62, Boost 62 และทำงานในห้องที่ควบคุมอุณภูมิที่ 24-25 องศา ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 50-55%

                                                      • Curing : ช่วงสัปดาห์แรก เปิดฝาเพื่อถ่ายเทอากาศวันละครั้งและเพื่อตรวจเช็คสภาพดอกไปในตัว หลังหนึ่งสัปดาห์ก็สามารถเก็บได้เป็นเวลานานโดยไม่ต้องเปิดโหลบ่อย ทั่วไปแล้วกลิ่นและ character จะเริ่มลั่นชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ไปจนถึงเดือนที่ 1-2 ของการบ่ม และควรหมั่นตรวจเช็คสภาพซองควบคุมความชื้นเป็นระยะตลอดการบ่ม เก็บขวดโหลในห้องที่ควบคุมอุณภูมิที่ 24-25 องศา ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) 55-60%
                                                    TOP